Home Short Story จดหมายถึงบ้านเรา

จดหมายถึงบ้านเรา

เรื่องสั้นโดย Serene

by
41 views 5 mins read

จดหมายถึงบ้านเรา

โดย Serene

มิถุนายน 2563

ถึง ศิวกร
ฤดูฝนกลับมาอีกครั้ง ตั้งเค้ามาตั้งแต่บ่ายโมง ก่อนที่จะตกตอนห้าโมงเย็น คล้ายกันกับวันที่เราคุยกันครั้งสุดท้ายในปลายฤดูหนาว เพราะผมจำได้ว่าคุณโทรมาตอนสี่โมง ตอนที่ผมบอกคุณว่าผมรู้สึกไม่สบายใจเมื่อครั้งอยู่ที่ประเทศกัมพูชา
วันนั้นเป็นวันธรรมดา “ไม่มีอะไรหรอก” คุณบอกผมแบบนั้น แล้วคุณก็เงียบไป
“คิดถึง” คุณบอกผมแบบนั้น แล้วคุณก็วางสายไปซื้อข้าวที่ใต้คอนโด
คุณไม่ฟังที่ผมตอบไปด้วยซ้ำ
รู้ไหม วันนั้นผมอัพสเตตัสในเฟซบุ๊กเป็นเพลง “เล่าสู่กันฟัง” เขียนบรรยายเป็นถ้อยคำสั้น ๆ ว่าคิดถึงเหมือนกัน
น่าเสียดายที่วันนั้นผมยังไม่ได้พูดออกไป.. และคุณคงไม่ได้เห็น
น่าเสียดาย
น่าเสียดาย
น่าเสียดาย
น่าเสียดาย
น่าเสียดาย
ผมเสียใจ

จดหมายถึงบ้านเรา โดย Serene | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |
จดหมายถึงบ้านเรา

ศิวกร

ฤดูฝนกลับมาอีกครั้งแล้วในวันนี้ ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณเป็นอย่างไรบ้าง
เชียงใหม่หนาวเหลือเกินในยามฝนโปรย ผมเขียนจดหมายนี้จากบ้านพักหลังเล็กๆ แถวเชียงดาว จำได้ไหมศิวกร? โฮมสเตย์ที่เราเคยมาด้วยกันน่ะ
วันนั้นเราก็บ้าดีเดือดใช้ได้เหมือนกันนะ กับการขึ้นรถเมล์ร้อนจากช้างเผือกสู่เชียงดาว โบกรถแล้วก้าวขาขึ้นท้ายกระบะ ลมตีพัดหน้า ความสุขวิ่งริ้ว พัดผ่านร่วมกับสายลมโชยประกายสุขในดวงตา คุณยิ้มกว้าง ผมยิ้มกว้างกว่า
ไม่มียิ้มนั้นในวันนี้ แม้ว่าผมจะทำทุกอย่างเหมือนเดิมก็ตาม
อาจเพราะคุณไม่ได้อยู่ตรงนี้
อาจเพราะเราไม่ได้คุยกันอีกแล้ว

“ไว้มาซื้อบ้านที่นี่กัน” ผมเคยบอกคุณแบบนั้น คุณยิ้มแล้วโยกหัวผมไปมา
“ทำตัวเป็นคนเมืองที่ชอบหนีไปใช้ชีวิตชนบทแล้วดริปกาแฟเป็นมื้อเช้าหรือ?”
“ทำเป็นฐานทัพซีไอเอต่างหาก” ผมหัวเราะ คุณส่ายหน้า

ศิวกร
ฝนตกตอนห้าโมงเย็น แต่น่าแปลกที่ท้องฟ้าคืนนี้โปร่งโล่งนัก
มันถูกแต่งแต้มไปด้วยดวงดาว แทนที่จะเป็นก้อนเมฆในฤดูฝน
เงยหน้าขึ้นมองฟ้าสิ
คุณเห็นเหมือนผมหรือเปล่า
ดาวเหนือยังคงส่องประกาย.. ผมรู้จักแค่นี้แหละ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ ไสยศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์แบบคุณ
แต่พอไม่มีแสงรบกวนแล้ว ผมคิดว่าผมเห็นแสงดาวพาดเป็นสะพานบนท้องฟ้าเลยล่ะ

คืนนี้ผมนอนดูนิ่งๆ
ไม่รู้เลยว่าคิดอะไรอยู่
อาจจะคิดถึงคนที่เคยนอนอยู่ด้วยกันว่างๆ ที่ด้านขวา
หรือคิดถึงตอนที่คุณบอกผมว่า “รอนะ พี่จะทำให้เราได้แต่งงานกันให้ได้”
หรืออาจจะเป็นเพราะตอนนี้มันหนาวเกินไป

คุณหนาวเหมือนกันหรือเปล่า
คืนนี้อย่าลืมห่มผ้าได้ไหม
ผมไม่อยากให้คุณไม่สบาย
ไม่มีคนเช็ดน้ำมูกให้คุณคงจะอายเพื่อนแย่เลย

คิดถึง
นี่ผมพูดไปกี่ครั้งแล้วนะ

คิดถึง
กลับมาไวๆ
อยากแต่งงานกับคุณแล้ว

รักเสมอ
ขวัญ

กรกฎาคม 2563

ศิวกร
เขาบอกว่าคุณตายไปแล้วแหละ
เมื่อวานผมอัพสเตตัสเกี่ยวกับคุณอีกแล้ว หลังจากที่นายกฯ ไม่ยอมออกมารับจดหมาย ผมยืนอยู่หน้าทำเนียบหลายชั่วโมงแต่เขาก็ไม่ออกมา ตอนเย็นวันนี้ก็เลยมีใครไม่รู้ชูป้ายตามหาคุณที่หอศิลป์
ผมเห็นรูปแล้วร้องไห้เลยนะรู้ไหม หน้าตาน่าเกลียดมาก คุณเห็นแล้วต้องหัวเราะ
เพราะเห็นคนยังไม่ลืมคุณ วันนี้ผมเลยเล่าเรื่องของคุณให้คนในโซเชียลฟังด้วยนะว่า คุณที่ผมรู้จักเป็นคนที่งดงามมากขนาดไหน
คุณทำงานเอ็นจีโอแห่งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน แถมคุณยังเป็นคนยื่นจดหมายด้วยตอนที่พี่บิลลี่หายไป.. แต่ตอนนี้ กลายเป็นว่าคุณคือคนที่หายไปเสียเอง
คุณเคยมีความคิดที่จะจัด Pride Parade เพราะผมเล่าให้คุณฟังว่าผมเคยโดนคนเรียกว่า “ไอ้ตุ๊ด” ตอนที่ผมอยู่ ม.ต้น ผมถามคุณว่าแล้วมันจะเกี่ยวอะไรกันล่ะ แต่คุณบอกว่าถ้าเรามีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติที่มีต่อกลุ่มคนแบบเรา กฎหมายจะเป็นการ Set Defult ให้การเลือกปฏิบัตินั้นจืดจางลงไปด้วยอำนาจของตัวมันเอง
“โห ขนาดนั้นเลยหรอ” ผมเคยถามแบบนั้น
แต่ใช่..
วันนี้ผมรู้แล้ว
มันขนาดนั้นเลยแหละ

คุณมีเพจเผยแพร่มีมเสียดสีทหาร แถมคุณยังโดนแฮคไปรอบนึงอีกต่างหาก แต่คุณก็แก้เผ็ดด้วยการไปแฮคเว็บของกระทรวงกลาโหม.. ให้ตายเถอะ นี่ตกลงคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญกี่ด้านกันแน่วะพี่กร
ก่อนรัฐประหาร ตอนที่เราเห็นสัญญาณ คุณบอกลาผม เพราะคุณมั่นใจว่าคุณจะไม่รอดจากการถูกจับไปปรับทัศนคติ
คุณชอบน้ำมูกไหล เพราะคุณเป็นภูมิแพ้ แต่คุณไม่ชอบดูแลตัวเอง เวลาอากาศเย็นผมก็เลยต้องคอยเช็ดน้ำมูกให้คุณ ทั้งๆ ที่คุณอายุสามสิบสองแล้ว แก่กว่าผมตั้งเจ็ดปี
คุณขี้แงมากเวลาดูหนังรัก ชอบหาวเวลาดูหนังแอคชั่น แล้วก็หลับเวลาดูหนังผี

ตอนคุณจีบผมครั้งแรก คุณเขียนกลอนของจิต ภูมิศักดิ์มาให้.. ขอโทษนะ เนิร์ดฉิบหาย
ผมเลยบอกคุณตอนนั้นว่าผมอ่านแล้วไม่เข้าใจ คุณก็เลยเลิกคุยกับผมไปเลยหนึ่งสัปดาห์ ก่อนจะกลับมาด้วยเพลงญี่ปุ่นของโทโฮชินกิ เพราะคุณรู้ว่าผมคือแคสสิโอเปีย (แฟนคลับของดงบังชินกินั่นแหละ จำได้ไหม) แต่เพลงที่คุณส่งให้ผม มันเป็นเพลงอกหักนะ ให้ตายเถอะ
‘ก็ทำนองมันเพราะ’ คุณว่า
‘แต่เพลงนี้เศร้านะ คุณชอบหรือ? ในเอ็มวีผู้หญิงแต่งงานกับคนอื่นด้วยซ้ำ’
‘ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่หลังการจากลาไม่ใช่หรือ?’
ผมไม่เข้าใจคุณจริงๆ คุณหายไปสักพักเมื่อผมไม่ตอบ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับเพลงของพี่เบิร์ด ธงชัย.. อีกแล้ว
ยังดีที่ไม่ใช่เพลงถ่านไฟเก่า แต่เป็นเล่าสู่กันฟัง

คุณไม่ชอบยิ้ม ชอบทำหน้าขรึม แต่เดทแรกของเราที่คุณพาผมไปชุมชนหลังเซนทรัลเวิร์ลด้วยกัน คุณยิ้มกับเด็กจนลักยิ้มบุ๋มที่สองแก้มเลย (แม้คุณจะเรียกเซนทรัลเวิร์ลว่าเวิร์ลเทรด)
คุณชอบนอนดูดาวกับผม แล้วก็ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มดาวแต่ละกลุ่มชื่ออะไร แต่ผมมีความลับจะบอก ผมยังดูไม่เป็นเลยว่ามันเป็นรูปยังไงกันแน่ ดาวเดียวที่ผมรู้จักคือดาวเหนือ
“นั่นดาวหมีใหญ่” คุณเคยบอก
“มันเหมือนหมีตรงไหน” ผมเคยถาม
“แล้วขวัญมองเป็นรูปอะไร”
“แพนเค้ก.. หิวข้าวแล้ว”
คุณหัวเราะ
แล้วจู่ๆ ก็ชวนคุยเรื่องโรแมนติก
“ดาวพวกนี้มันอาจจะดับไปแล้วก็ได้ แต่แสงของมันยังส่งต่อมาถึงโลก มันร้อยเรียงเรื่องราวจากจินตนาการของคนยุคก่อน ส่งมาจนถึงพวกเราในทุกวันนี้
“เราอาจไม่เคยเห็นหน้าของพวกเขา แต่ดาวเคยเห็น พวกเขาเคยมองดาวดวงเดียวกับเรา พันปีก่อนอาจจะมีคนนอนมองดาวด้วยกันแบบเราสองคนก็ได้ แล้วอีกพันปีข้างหน้า ก็อาจจะมีใครสักคนจับมือดูดาวด้วยกันแบบพวกเรา”
“เขาจะเนิร์ดแบบพี่กรมั้ย”
“เขาอาจจะกินจุแบบขวัญ”
“หรือเป็นไอ้ขี้มูกแบบพี่กร”
“แต่งงานกัน”
“…อะไรเนี่ย”
“ไว้ทุกอย่างจบ.. ไว้พี่ผลักดันเรื่องกฎหมายที่จะทำให้เราแต่งงานกันได้สำเร็จ จดทะเบียนแต่งงานกันนะ”

ศิวกร
ห้าเดือนแล้วนะที่เราไม่ได้คุยกัน
ทำไมคุณไม่ตอบผมเลย
โกรธผมหรอที่เขียนจดหมายหาคุณช้าไป

ผมขอโทษนะ
ขอโทษ
ขอโทษ
ขอโทษ
ขอโทษ
ขอโทษ

ผมคิดถึงคุณมากเลย
คิดถึงมากๆ จริงๆ นะ

ไม่รู้เลยว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง แต่ก็ต้องไปต่อใช่ไหม พี่สายบอกว่าผมต้องอยู่ต่อให้ได้ ไม่งั้นใครจะเล่าเรื่องตลกๆ ของคุณให้คนอื่นฟังได้ล่ะ

เรื่องที่น่าเจ็บปวดคือผมสู้คดีให้คุณไม่ได้เลย เพราะความสัมพันธ์ของเราไม่มีผลทางกฎหมาย ผมทำได้แค่อยู่ข้างๆ แม่ของคุณ แล้วก็เล่าเรื่องของคุณต่อไปแบบนี้

ขอโทษนะครับที่ทำได้แค่นี้
คิดถึงนะ
คิดถึงที่สุดเลย

รักเสมอ
ขวัญ

กันยายน 2563

กัมพูชาไม่ให้ผมเข้าประเทศ
บัดซบ

คุณต้องด่าผมแน่ๆ ที่ผมนั่งร้องไห้มาเป็นชั่วโมงแล้ว
แต่ผมจะทำอะไรได้
นอกจากร้องไห้
ถ้าทำได้มากกว่านี้ผมก็ทำไปแล้ว

ทางการไทยมีหลักฐานทั้งหมด พวกเขาจะไม่รู้ได้ยังไงว่าคุณเดินทางไปไหนมาบ้าง เขาจะไม่รู้ได้ยังไง
แต่เขาบอกว่าไม่รู้
เหมือนเดิม เขาบอกว่าผมไม่มีสิทธิทางกฎหมายที่จะร้องเรียนเหี้ยห่าอะไรเพื่อคุณได้เลย
เพราะผมไม่ใช่คู่ “สามี-ภรรยา” หรือคนในครอบครัวของคุณ

สำนักข่าวสัมภาษณ์ผม คอมเมนต์มีแต่คนบอกว่าทำไมไม่ไปหาที่เขมร
แต่ผมเข้าไม่ได้

ผมไปไม่ได้
ผมลองมาทุกทางแล้ว แต่ผมไปไม่ได้ คุณจะให้ผมทำยังไง

ทำไมไม่ตอบกลับมาบ้าง ตอบกันมาสักคำได้มั้ยว่าคุณสบายดี บอกกันสักคำก็ได้ว่าคุณมีเมียใหม่แล้ว คุณมีครอบครัวแล้ว ตอบกันได้มั้ย
บอกกันสักคำได้มั้ย

บอกกันหน่อยได้มั้ย

ผมไปหาร่างทรงมาด้วยซ้ำ ให้เขาชี้ว่าศพคุณอยู่ไหน แต่ไปแล้วก็ไม่มีเหี้ยอะไรเลย ถ้าตายแล้วก็เข้าฝันบอกกันหน่อยไม่ได้หรือยังไง ผมจะได้ไม่ต้องอยู่กับความรู้สึกแบบนี้

ผมทำอะไรไม่ได้เลย
ทำอะไรไม่ได้เลย
ไม่ได้เลย

ธันวาคม 2563

กรุงเทพฯ หนาวแล้ว
ผมเพิ่งกลับจากกัมพูชา ไม่มีหลักฐานอะไรเหมือนเดิม
ส่วนคุณ ก็ไม่ตอบเหมือนเดิม

เมื่อวานไปหาแม่ของคุณมาด้วย แม่ยังทำเต้าหู้ทรงเครื่องรอคุณเหมือนเดิม
ห้องของคุณยังสะอาด กีต้าร์ยังอยู่ที่ปลายเตียงเหมือนเดิม ไม่ต้องห่วงนะ โปสเตอร์ Scorpion ก็ยังอยู่ที่เดิม บางวันแม่ของคุณก็ยังเปิดเพลง Wind of Change

ผมลาออกจากงานแล้ว ตอนนี้รับฟรีแลนซ์ คิดว่าจะย้ายไปอยู่อยุธยากับแม่ของคุณนั่นแหละ ท่านจะได้ไม่เหงา
พวกเรารอคุณจนถึงสี่ทุ่ม คุณก็ยังไม่กลับมา เต้าหู้เย็นหมดแล้ว แม่ก็เลยตักให้ผมกิน
‘ไว้ทำให้กรใหม่’
แม่ยิ้ม ส่วนผมร้องไห้

แม่งโคตรเหนื่อยเลย

คิดถึงจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว
ไม่รู้แล้วจริงๆ

ขอโทษนะที่ทำได้แค่นี้
ถ้าวันไหนคุณกลับมาแล้วบอกว่ามีครอบครัวใหม่แล้ว ไม่ว่าจะอยูที่ไหนในโลกก็ตาม ผมจะไม่โกรธเลย

ขอแค่บอกกันว่าสบายดี
คนทางนี้คิดถึงคุณเหมือนเดิม

รักเสมอ
ขวัญ

กุมภาพันธ์ 2564

สุขสันต์วันแห่งความรัก
สุขสันต์วันเกิด
และเราไม่ได้คุยกันครบหนึ่งปีแล้วนะครับ

ผมย้ายมาอยู่อยุธยาแล้ว ไม่ได้อยู่บ้านคุณนะ แต่ก็ใกล้ๆ กัน
วันนี้แม่ของคุณทำเค้กด้วย
รูปอยู่ในเฟซบุ๊ก อย่าลืมไปดูนะ

ขอโทษที่ไม่ค่อยได้เขียนมา
ผมกินยาเกินขนาดไปแหละ.. แต่มีคนมาช่วยทัน

ตอนนั้นคิดอะไรไม่รู้
คิดแค่ว่าถ้าหลับไปแล้วเจอคุณก็คงดี

แต่ลืมคิดไปเลย ว่าถ้าจู่ๆ คุณเกิดใช้แอคหลุมมาส่งข้อความหาผม แล้วใครจะตอบคุณล่ะ
ใครจะรอกอดคุณ
ใครจะเล่าเรื่องตลกๆ ของคุณได้อีก ถ้าไม่ใช่ผม

พี่กร
ขวัญจะอยู่ต่อนะ

จะอยู่เพื่อพี่กรเอง
ไม่ต้องห่วงนะครับ

จะอยู่ตรงนี้เอง

รักเสมอ
ขวัญ

มิถุนายน 2564
กรุงเทพฯ มีไพรด์แล้วนะ
ทุกคนเรียกร้องสมรสเท่าเทียมกันเต็มถนน

ผมเห็นคนแบบเราจับมือกันด้วย
ผมขึ้นปราศรัยด้วยแหละ ผมบอกทุกคนว่าถ้าคุณอยู่ตรงนี้ ที่ตรงนี้จะเป็นที่ของคุณ
เราจะจับมือกัน
เราจะบอกรักกัน
เราจะมาเดินพาเรดด้วยกัน

และเพราะเราแต่งงานกันไม่ได้ ผมถึงทำอะไรให้คุณมากไปกว่านี้ไม่ได้เลย
ผมร้องไห้อีกแล้ว คุณต้องด่าแน่ ๆ
แต่เพราะผมร้องไห้ วันนี้นอกจากแฮชแท็กสมรสเท่าเทียมจะติดเทรนดิ้งแล้ว แฮชแท็ก #เราคือศิวกร ก็ขึ้นอันดับต้นๆ ในทวิตเหมือนกันนะ

ไม่ต้องพูดเลยว่า “เห็นมั้ย พี่หายไป มันก็เลยมีอะไรดีๆ ขึ้นมาตั้งเยอะ”
หุบปากไปเลยนะ

เพราะถ้าคุณอยู่ตรงนี้.. มันก็คงดีกว่ามากๆ
เหนื่อยจะร้องไห้ทุกคืนแล้วอะ

คิดถึงชิบหายเลย

รักเสมอ
ขวัญ

กุมภาพันธ์ 2566
ขอโทษที่ไม่ค่อยได้เขียนถึงเท่าไหร่
แต่บางครั้งการเขียนถึงคุณมันเจ็บปวดเกินไป

โดยเฉพาะการจ่าหน้าซองถึงคอนโดของเราสองคนที่กรุงเทพฯ สุดท้ายจดหมายก็กองอยู่ที่นิติเหมือนเดิม

ไม่มีใครตอบกลับ
บางครั้งมันก็ทำให้ความคิดถึงได้ทุเลาลงบ้าง
ตื่นเต้นทุกครั้งที่อยู่หน้าตู้ไปรษณีย์

แต่สุดท้ายผมร้องไห้จนไม่รู้จะทำยังไงแล้วเวลาที่นิติโทรมาว่ามีจดหมายเป็นกองอยู่ที่ตู้

แต่วันนี้ที่ต้องเขียนถึง เพราะผมไปเจอแม่คุณมา
แม่อยากให้ผมย้ายกลับไปกรุงเทพฯ
“ไม่ต้องห่วงแม่นะขวัญ”
แม่คุณลูบหัวผม
แล้วบอกผมว่า
“ขวัญต้องใช้ชีวิตต่อไปนะลูก”
“…”
“กรคงไม่สบายใจ ถ้าเห็นขวัญเป็นแบบนี้”
“…”
“เขาคงอยากให้เราอยู่ต่อ”
“…”
“กรคงอยากให้ขวัญใช้ชีวิตของขวัญ”
“…”
“เราต้องอยู่ต่อให้ได้นะขวัญ ไม่ต้องห่วงแม่ แม่ยังมีญาติ ๆ อยู่”
“…”
“ใช้ชีวิตต่อไปเถอะนะ”

แต่มันยากจังเลยพี่กร
มันยากจังเลย

ศิวกร
ผมยังดูรูปของเราแล้วร้องไห้เหมือนเดิม

ผมไปนอนบนเตียงของคุณที่บ้าน ฟังเพลงเดิมที่เราฟังด้วยกัน ยังร้องไห้เหมือนเดิม
ผมกลับไปที่คอนโด นอนบนเตียงของเรา กลิ่นของคุณยังอยู่ที่เดิม ทั้ง ๆ ที่คุณไม่ได้กลับมาหลายปีแล้ว
หกปีหลังจากที่คุณลี้ภัย
สามปีหลังจากที่คุณหายไป

แต่กลิ่นของคุณยังเหมือนเดิมเลย

ผมยังคิดถึงคุณเหมือนเดิม รักคุณเหมือนเดิม
ยังอยู่กับความหวังว่าคุณจะสบายดี
แต่บางที
ผมอาจจะต้องปล่อยคุณไปแล้วจริง ๆ

พรุ่งนี้ผมจะไปเอาจดหมายที่ผมเคยเขียนถึงคุณทั้งหมดที่นิติแล้วจะเอาไปลอยลงแม่น้ำโขง.. กับแม่ของคุณนะครับ

รักเสมอ
ขวัญ

พฤศจิกายน 2567
ถนนเต็มไปด้วยรูปของคุณอีกแล้ว
เขาพบคุณแล้วนะ
ดีเอ็นเอตรงกับแม่..
หนีไปนอนที่แม่น้ำโขงตั้งนาน หนาวมั้ยครับ

ขอโทษนะ ที่ไม่เจอให้เร็วกว่านี้
เอาผ้าห่มไปให้แล้ว
ห่มผ้าให้แล้ว
เพราะเพิ่งได้จดหมายใช่มั้ย ก็เลยเลิกน้อยใจ.. ใช่รึเปล่า
ขวัญห่มผ้าให้แล้วนะ

ไม่ต้องห่วงแล้วนะ
ต่อจากนี้ไป ผมกับแม่จะสู้ให้เอง จะสู้จนกว่าเราจะรู้ว่าใครเป็นคนพาพี่ไปหนาวแบบนั้น

ไม่ต้องหนาวแล้วนะพี่กร
ไม่ต้องหนาวคนเดียวอีกแล้ว

แล้วก็ไม่ต้องห่วงขวัญด้วย ขวัญสบายดี
กำลังจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ
จะกลับมาเป็นส.ส.ให้ได้

ฝันดีนะครับ
ผมเขียนจดหมายฉบับนี้จากที่เชียงดาว คงเอาไปฝังที่ต้นไม้สักต้น มาเข้าฝันกันหน่อยนะว่าอยากให้ฝังที่ไหน

คืนนี้ดาวสวย
ผมคิดว่าคุณคงจับมือผมอยู่ใช่ไหม

ไม่ต้องหนาวอีกแล้วนะ

รักเสมอ

ขวัญ


**เนื้อหารีไรท์ จากการตีพิมพ์บน ReadAWrite ด้วยตนเอง

ฤดูกาลเรื่องสั้น

SHORT STORY POST

"เม่นบล็อก" เปิดโอกาสให้นักเขียน และผู้ที่สนใจสามารถส่ง "เรื่องสั้น" เข้าร่วมโครงการ "ฤดูกาลเรื่องสั้น" เพื่อที่จะกระตุ้นให้วงการเรื่องสั้นกลับมาคึกคักอีกครั้ง เรากำลังรอเรื่องสั้นของคุณอยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร นักเขียนใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น หรือนักเขียนเก่าที่ช่ำชอง

You may also like

Leave a Comment

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More