ฝนโปรยปรายใต้มงกุฎ
Home Literature Porcupine Review : ฝนโปรยปรายใต้มงกุฎ เขียนโดย สันติสุข กาญจนประกร

Porcupine Review : ฝนโปรยปรายใต้มงกุฎ เขียนโดย สันติสุข กาญจนประกร

by
47 views 5 mins read

ในนามนักเขียนรุ่นใหม่ สันติสุข กาญจนประกร ที่ทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องสั้น และนวนิยาย รวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ของเขา ฝนโปรยปรายใต้มงกุฎ เป็นปรากฏการณ์ทางวรรณกรรมไทยเล่มหนึ่งที่ทำให้เห็นโครงสร้างทางสังคมไทย ผ่านผู้คน และตัวละครที่ผุพังจากช่วงยุคการเมืองสับสนวุ่นวาย เสื้อเหลือง เสื้อแดง และรัฐที่อยู่ภายใต้คณะรัฐประหารอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ขณะเดียวกัน ฝนโปรยปรายใต้มงกุฎ เล่าเรื่องผ่านกระแสสำนึกที่เต็มไปด้วยภาวะทางจิต สันติสุข กาญจนประกร ทำให้ตัวละครของเขาเข้าใกล้ความเป็นบ้า ที่ยังควบคุม–คอนโทรลบางอย่างได้ เช่นความรับผิดชอบต่อความรู้สึกผิดบาป รวมไปถึงการแก้แค้นที่เจ็บปวดผ่านการทำลายตัวเองอย่างแสบสันต์ ไม่นับรวมเหล่าตัวละครที่คล้อยเคลื่อนไปตามความเชื่อต่างๆ ตั้งแต่ผีสาง จนไปถึงการเมือง ซึ่งนำพวกเขาจากคนธรรมดา ไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต และถูกดึงลงมาต่ำติดเตี้ย

แม้จะไม่ใช่เรื่องสั้นที่พยายามเสียดเย้ย หรือเสียดสีสังคมแบบสุดโต่ง แต่รวมเรื่องสั้นชุดนี้หลายเรื่องก็พยายามทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงสังคมที่เต็มไปด้วยความจอมปลอม โลกที่บิดเบี้ยว ส่วนที่เหลือเป็นเพียงซากปรักหักพังของการแตกสลายทางสังคมที่เกินเยียวยา

สันติสุข กาญจนประกร | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |
ภาพถ่ายจาก Facebook สันติสุข กาญจนประกร

ความรักของศัลยา

เล่าเรื่อง “นวชัย” ครอบครัวชนชั้นล่างที่ถูกกระทำ น้องสาวถูกลวนลามจากชุมชนเสื่อมทรามทางศีลธรรม พี่ชายถูกซ่อมในค่ายทหารจนเสียชีวิต และแม่ผูกคอตายเพราะถูรีดไถไร้ทางออก เขากำลังอยู่ในอาการเมายา เคลิ้มฝันถึงศัลยาผู้สูงศักดิ์ ที่ชุบเลี้ยงเขาในฐานะสุนัขรับใช้ “หลง” ในปราสาทสวยงาม และเขาได้กลายเป็นหมาน้อยที่ยอมทนทรมานกับความรักที่เธอมอบให้โดยไม่มีเงื่อนไข แม้เธอจะทำอะไรกับเขาก็ตาม “หลง” จะเชื่อทุกสิ่งอย่างจงรักภักดิี เมื่อเขาฟื้นตื่นจากอาการฝัน เขาออกไปประท้วง 

สันติสุข อาศัยความฝันและความทรงจำ รวมถึงประสบการณ์จากครอบครัวเหยื่อผู้ถูกกระทำ นวชัยเป็นตัวแทนของผู้คนที่ตกอยู่ในวังวนของการกระทำซ้ำ ซ้ำเล้วซ้ำเล่าผ่านรัฐ และกฎหมาย ความมัวเมาในภาพฝันนั้นได้กลายเป็นความจริงของการถูกกดขี่ “หลง” ในฝันบางครั้งก็อยากเข้าร่วม การสังวาส แต่ศัลยามอบความรักให้เขาเพียงที่เธอต้องการ

แน่นอนว่าการต่อสู้นั้นยังไม่เห็นหนทาง และบางครั้งเรารู้ว่ามันจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง “นวชัยถูกกระแทกด้วยด้ามปืน เขาตื่นจากภวังค์” (หน้า 34)

แม่ม่ายจากตากใบ

นักเขียนคอลัมน์การเมืองออนไลน์ “ธวัช” เจ้าของร้านหนังสือที่นำพาครอบครัวมาตั้งรกรากทางภาคเหนือ ก๊ะยะ–หญิงม่าย เดินทางมาจากภาคใต้ สามีตายในเหตุการณ์ตากใบที่นำพาร่างนับพันกิโลเมตรเพื่อขอให้ธวัชเขียนบทความ และ “ผม” ที่เฝ้าคอยวันเวลาฆ่าตัวตายมาอาศัยร้านหนังสือแบ่งเช่าของธวัชอยู่จนกว่าจะถึงเวลาที่ปลิดชีพ “ผม” เฝ้าสังเกตกาณ์ชีวิตของพวกเขาอย่างเรียบเรื่อยไร้จุดหมาย เป็นดังดวงตาที่ว่างเปล่าไม่รู้สึกรู้สึก ไม่ตัดสิน ไม่สนใจ

ตัวละครทั้งสามต่างหลงทางท่ามกลางเหตุการณ์ทางการเมือง พวกเขาถูกกระทำผ่านอำนาจรัฐอีกครั้ง ผลกระทบนี้มองในเชิงโครงสร้างดูเหมือนเรื่องราวเล็กๆ แต่มันทำให้ชีวิตแหว่งวิ่น บางครั้งคนนอกก็ไม่สามารถเข้าใจปมของพวกเขา ธวัชยืนกรานตามอุดมการณ์ตัวเอง เขาทำในสิ่งที่คิดโดยไม่มีใครบังคับได้ ก๊ะยะผันตัวเองมาทำงานทางด้านสังคมผ่านศูนย์ให้ความช่วยเหลือหญิงที่โดนทำร้าย เธอมุ่งมั่นในเรื่องที่ดูเหมือนเล็ก เรียกร้อง ประท้วง ผ่านความเชื่อของตนว่าต้องได้รับความยุติธรรมสักวัน ส่วน “ผม” แฟนสาวหนึ่งในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม เขาจมความเศร้าจนคิดฆ่าตัวตาย

ทั้งสามมาพบกันท่ามกลางบรรยากาศร้านหนังสือ และรัฐบาลเลือกตั้งที่นักคณิตศาสตร์ยังต้องปวดหัว ซึ่งจบลงด้วยภาวะที่พวกเขาอยากหลุดพ้นไปจากสถานการณ์ปัจจุบัน แต่เป็นไปไม่ได้

ฝนโปรยปรายใต้มงกุฎ | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |
ฝนโปรยปรายใต้มงกุฎ

ผลัดผี

ลุงมโนเกียรติ นักเลงพระ ลงทุนซื้อบ้านผีสิง เพราะเชื่อว่าจริงๆ แล้วฮวงจุ้ยบ้านดี มีคลองเส้นเล็กๆ น้ำใสสะอาดไหลผ่านอยู่หลังบ้าน แถมยังสงบเงียบไม่อึกทึก ตอนย้ายเข้ามาอยู่ เมียแก “ยายเที่ยง” ท้องใกล้คลอด ตลอดชีวิตแกมีลูกสองคน ลูกชาย กับลูกสาว แกรวยด้วยการมีพระที่เขาเล่นกันจนทำให้ยกฐานะครอบครัว ลูกชายแกเจริญรอยตามเป็นเกจิพระ ส่วนลูกสาวเป็นนักเขียน ลุงมโนเกียรติมีอาการของคนป่วยเป็นโรคทางจิตเวช คือ มีอารมณ์ขึ้นลง เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้อื่น หรือชอบแยกตัวออกจากสังคม เหม่อลอยบ่อยๆ พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง ถามอย่างตอบอย่าง ความคิดไม่ปะติดปะต่อ พูดจาผิดแปลกไป ใช้ภาษา คำพูด และคำศัพท์แปลกๆ และไม่ค่อยสบกับผู้เป็นลูกชาย เหมือนปมเอดิปุส

ผลัดผีเล่าเรื่องโดยอาศัยกระแสสำนึกของลุงมโนเกียรติผ่านการเล่าแบบบุคคลที่สาม แน่นอนเราเห็นอาการเสียสติของแก อาการผีเข้าผีออกบอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร แต่ในทางวิทยาศาสตร์คือแกมีอาการทางประสาท พูดกับตัวเองคนเดียวบ้าง มโนนึกถึงวิญญาณบ้าง ความเชื่อเรื่องผีสางมากลบความบ้าของแก อย่างน้อยไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าแกเป็นบ้า และการที่ผีสิงบ้านจะจากไป ก็เท่ากับเปิดเผยความวิกลจริตของแกออกมาให้โลกเห็น

เคทกับชื่อพ่อบนป้ายหิน

เรื่องสั้นเซมิดิสโทเปีย เมื่อเคทกับแม่เดินไปเพื่อเคารพศพพ่อในสุสานที่ตายจากการถูกสังหารด้วยกระสุนกลางจัตุรัสกลางวันแสกๆ จากอำนาจรัฐสั่งการ แม่ไม่เคยบอกความจริงว่าพ่อตายไปแล้ว และจะไม่กลับมาหาเธอ ความตายโบยบินไปไม่หวน ขณะที่เด็กสาวใสซื่อบริสุทธิ์ต้องมาพบความจริงที่เจ็บปวดกะทันหัน

เรื่องสั้นเรื่องนี้เกาะกุมด้วยหัวใจของเด็กสาว ความอ่อนเยาว์ไม่เข้าใจโลก และความตายของพ่อกระชากให้เธอเจ็บปวดยากที่จะยอมรับได้

เหมันตฤดูมืดของนักวิทยาศาสตร์โนเบล

เมื่อ “ผม” นักข่าวต้องสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ที่ลี้ภัยไปอยู่ปารีส ขณะที่เขาเข้าใจว่าภรรยาของตนแอบคบชู้ เรื่องราวของศาสตราจารย์วรวัฒน์ ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับคณะรัฐประหาร เป็นเรื่องสั้นดิสโทเปียที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางวิชาการ เขาตัดสินใจลี้ภัยการเมือง และเสียชีวิตด้วยโรคร้ายก่อนวัยอันควร 

เรื่องราววิทยาศาสตร์ถูกจับผสมให้กับเรื่องราวทางการเมือง โดยมีฉากหลังเป็นนักการเมืองที่มาจากรัฐประหาร สันติสุขยังมองว่าการเมืองที่มีอำนาจมืดอยู่เบื้องหลัง แม้จะพยายามคลี่คลายด้วยการเลือกตั้ง แต่อำนาจที่ไม่ชอบธรรม ก็ยังเป็นการเมืองที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ศ.วีรวัฒน์เลือกเดินเส้นทางที่จะไม่รับใช้อำนาจบาตรใหญ่ และเขาเองก็ไม่มีทางเลือกมากนักสำหรับชีวิต

สัดส่วนของความปรารถนา

“ผม” นักจิตวิทยา เปิดศูนย์ให้คำปรึกษาทางด้านจิต หมอวัยกลางคนที่ถือตนเป็นวรรณะแพทย์ที่เหนือกว่าชาวบ้านร้านช่อง เขาไม่ค่อยพอใจที่ภรรยาไปสุงสิงพูดคุยกับชาวบ้านร้านตลาด แม้เขาจะมีอัธยาศัยดีกับยามบ้าง หรือเด็กสาวสวยบ้าง แต่เขาไม่ยอมลดตัวลงมาคบชาวบ้าน เขาเชื่อในรัฐประหาร สนับสนุน ประยุทธ จันทร์โอชา เชื่อในเรื่องชนชั้น

เขาไม่เชื่อเรื่องสวัสดิการรัฐ ไม่เชื่อว่าคนเท่ากัน เขาเป็นปัญญาชนที่รู้เห็นปัญหาสังคม แต่คิดว่าโลกนี้ยังต้องขับเคลื่อนด้วยพวกเขา เขาโกรธภรรยาสาวสวยที่อายุน้อยกว่าตนเกือบยี่สิบปี เมื่อย้ายบ้านมาอยู่ชานเมืองทุกอย่างก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่เขาต้องการคือแก้แค้นภรรยาของตนให้รู้สึกบ้างว่าต้องทำตัวอย่างไร การถือฐิติของเขานั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่ในที่สุดภรรยาก็ถูกพรากไปไม่กลับจากการถูกข่มขืน ในคืนฝนตกที่เขาไม่ยอมออกไปรับเธอกลับมา

ความปรารถนาของหมอจิตวิทยานั้นยังคงเป็นความต้องการ ความปรารถนาที่จะมีความสุขทั้งทางกาย และจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องเซ็กซ์และจินตนาการของเขายิ่งก่อตัวมากขึ้น พอๆ กับแรงปรารถนาทางด้านการเมือง ซึ่งสุดท้ายนำเขาไปพบหายนะทางจิตวิญญาณและสูญเสียตัวตนเมื่อถูกทำร้าย

ฝนโปรยปรายใต้มงกุฎ | สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม |
ฝนโปรยปรายใต้มงกุฎ

ลูกสาวคาฟกา

เรื่องราวในแบบมหัศจรรย์มายา เมื่อชายเคร่งศาสนา เข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ทำบุญด้วยใจบริสุทธิ์ อยู่ๆ ดาริกาเมียรักแนะนำให้เขาอ่านหนังสือของฟรันซ์ คาฟกา เรื่องเมตามอร์โฟซิส ว่าด้วยตัวเอกนามเกรกอรีกลายเปลี่ยนเป็นแมลง เขารู้สึกว่านวนิยายเอกของนักเขียนชาวออสเตรียเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี

ขณะเดียวกันอลูกสาวของเขาก็กลายเป็นลิงโดยไม่มีสาเหตุ ส่วนเมียรักก็นอกใจ ลูกสาวกลายเป็นลิงรื้อค้นอาหารจากตู้เย็น เขากลัวเธอหนีออกจากบ้าน จึงจับเธอขังเอาไว้ในห้อง ทรมานเธอเยี่ยงทาส เธอถูกล่ามโซ่ ไม่ยอมกินอาหาร เมื่อเขาเข้าไปดูเธอกัดเขา ด้วยความโกรธเขาใช้เก้าอี้ฟาดจนลูกสาวเสียชีวิต

เขาทนอยู่บ้านไม่ได้ ตระเวนไปนอนตามโรงแรมไม่เว้นวัน วันคืนของเขาหวนนึกถึงปี 53 การสังหารหมู่เสื้อแดง และบิ๊กคลีนนิ่ง เขาเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ทำดีที่สุดแล้ว ชีวิตหลังจากฆ่าลิงในตัวลูกสาวตาย ชีวิตของเขาเหมือนหมกไหม้ จนกระทั่งเมื่อเขาพบกับม๊อบนกหวีด ร่างกายของเขาก็กลับมากระชุ่มกระวยอีกครั้ง 

สำหรับ “ผม” ทุกคนเปลี่ยนไปแล้ว แม้เขาจะฆ่าลิงให้ตายไป แต่เขาไม่เคยเปลี่ยน

ว่ายว่างกลางดำวาว

ศาสตราจารย์เพนกวิน หัวหน้าภาควิชาปะติมากรรม เมื่อแก่ขึ้นเรื่อยๆ เสียงที่สองจากภายในก็เริ่มดังขึ้น เขากลายเป็นคนแก่ขี้หงุดหงิด ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขารู้สึกเป็นคนขี้รำคาญตลอดเวลาได้ขนาดนั้น เขาพยายามค้นหาสาเหตุ เมื่อย้อนกลับไปในวัยหนุ่ม ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน พลังสร้างสรรค์ และพลังประหลาดที่เราอาจจะเรียกมันว่าอำนาจแห่งการสร้างสรรค์นั่นเอง แต่แล้วชีวิตศิลปินต้องกลายมาเป็นอาจารย์ ซึ่งเต็มไปด้วยความจำเจ วงจรชีวิตถูกทำลายเขาไปทุกๆ แม้แต่วันที่เขามีชีวิตอยู่

เรื่องราวของการสยบยอมต่ออำนาจอีกครั้งที่มาพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าด้วยลาภยศสรรเสริญ เขากลายมาเป็นศิลปินคนสำคัญที่ต้องออกแบบแท่งมหึมาสีดำที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของชาติ เขาทั้งแบ่งรับแบ่งสู้ภาวะแบบนี้ ทั้งยินดีกับมันทั้งสงสัยในเวลาเดียวกัน แต่หาไม่แล้วเขาก็เป็นแค่ ศาสตราจารย์แก่ๆ คนหนึ่งเท่านั้น และงานสร้างสรรค์ของเขาก็แค่จิตวิญญาณในอดีตที่ไม่เติมเต็ม

การทำงานให้รัฐและชาติดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ และเป็นอะไร “ที่สุด” ของชีวิต แต่มันเป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่งเท่านั้น

สะพานคนตาย

“แทน” ชายที่ไม่มีอะไรโดดเด่น เขาได้รับคำสั่งจากสภาเมืองให้มาเฝ้าเรือนปั้นหยาเก่าๆ ริมน้ำ ตอบแทนด้วยค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาคว้าไว้เพื่อยาไส้ใช้ชีวิตกับลูก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกเรียกให้มาเฝ้าทำไม รู้แต่ว่าภาพในหัวของเขา สะพานที่ข้ามมาจากอีกฝั่งนั้นงดงาม และสะพานนั้นกลายเป็นฉากฆาตกรรมได้อย่างไร 

ผ่านไปสองสัปดาห์ก็มีคนขนหนังสือมาให้เขาเพื่อฝัง หนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือของนักวิชาการและนักเขียนฝ่ายซ้าย แทนเสียเมียไปตั้งแต่เธอคลอดลูกด้วยโรคที่ไม่ค่อยมีใครเป็น การส่งเธอไปโรงพยาบาลเฉพาะทางต้องใช้เงินมหาศาล สุดท้ายเมียของเขาก็ตายลง ชีวิตของเขากับลูกชายยากจนข้นแค้นเหมือนเดิม

ความยากจนของเขากลายเป็นปัญหาชีวิต แต่เขาก็ยังคงเชื่อว่าเขาเกลียดนักการเมืองโกงกิน แม้จะชอบนโยบายสวัสดิการของรัฐ และเมื่อถึงฉากสุดท้ายชีวิตของเขาก็หลอนด้วยภาพ และนอนตายท่ามกลางความเจ็บปวด

อยู่ไปไม่มีเธอ

“เทิดธง” นักร้องเพลงร็อครุ่นเก๋า ต้องมาเสียภรรยาอายุน้อยด้วยโรคมะเร็ง ความตายของเมียสุดรักทำให้เขาจมดิ่งไปกับความเศร้า ทั้งที่วัยหนุ่มของเขาไม่เคยคิดที่จะรักใครจริงจัง ความรักทำให้เขาต้องจมอยู่อย่างโงหัวไม่ขึ้น ถึงขั้นอาจจมความตายภายใต้อาจมแห่งตน และความฝันที่เขาสร้างขึ้นเพื่อที่จะไม่ยอมหลุดออกมาพบความจริง

“ชนะชน” เพื่อนรุ่นน้อง นักข่าว ที่โปรดปรานการมองเห็นกิ้งก้าเปลี่ยนสี เขาชอบดูกิ้งก่าจากคลิปในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในช่วงอารมณ์ขุ่นมัว มาช่วยให้เทิดธงรอดจากหายนะ

เมื่อชนะชนทราบข่าวว่าเพื่อนรุ่นพี่กำลังจมทุกข์ขนาดหนักถึงขั้นใกล้วายปราณ เขาไปที่บ้านและช่วยทิดธงพ้นจากความตาย ถ้าเขาไม่เปลี่ยนก็อยู่ในโลกนี้ไม่ได้ ความเศร้าไม่ใช่ความทุกข์เพียงประการเดียว และไม่มีใครหลุดพ้นไปจากความตาย ดังนั้นการจมอยู่กับโลกเก่าไม่ทำให้ชีวิตของเทิดธงดีขึ้น

นี่คือสิบเรื่องสั้นของนักเขียนรุ่นใหม่ สันติสุข กาญจนประกร ได้นำพา ฝนโปรยปรายใต้มงกุฎ มาถึงฝั่งฝันด้วยคอนเซ็ปต์เรื่องสั้นการเมือง ดูเหมือนว่าเขาได้ค้นพบภาษาเขียนในรูปแบบของตน ที่เข้ากันได้กับภาวะความบ้าของตัวละคร ยิ่งพวกเขาแสดงความบ้าออกมามากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้เรามองเห็นความจริงผ่านเรื่องสั้นมากขึ้นเท่านั้น นี่คือ หนังสือน่าอ่าน เล่มหนึ่งจากนักเขียนร่วมสมัย

You may also like

Leave a Comment

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More